沪江

【有声】宗教与权力,佛教制度在近代泰国的有这样的演变

屁岛(翻译) 2023-06-11 09:53

佛教自古以来就在泰国社会上发挥着重要的作用,这种作用已经远远超过了文化的层面,已经渗透到了社会的方方面面,在发展到大家今天看到的局面,佛教与泰国的政治其实是经历了一个极为复杂的博弈的,一直在不断发展变化,今天就让我们来了解一下,近代泰国宗教和政治究竟是如何博弈的。

文章带读:
(音频-可在沪江泰语公众号上收听)
朗读:(泰)ฟ้าใส

ในช่วงสมัยหนึ่งโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างพุทธศาสนากับรัฐยุคเก่าในประเทศเพื่อนบ้านถูกเปลี่ยนแปลงโดยประเทศเจ้าอาณานิคม พุทธศาสนา และ พระสงฆ์ ต่างเผชิญกับวิกฤตความขัดแย้งทางการเมืองร่วมกับประชาชนในเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ของชาติ
在某个历史时期,佛教与邻国的旧政权之间的关系结构被殖民国家改变,佛教和僧侣们在重大历史事件中不断面对着与政治和人民的冲突。

การปฏิรูปสู่รัฐสมัยใหม่เริ่มขึ้นเมื่อสยามเผชิญอิทธิพลลัทธิล่าอาณานิคมยุโรป โดย ร.4 ขณะที่ทรงผนวชเป็น “วชิรญาณภิกขุ” (27 พรรษา) ได้ก่อตั้งคณะสงฆ์นิกายใหม่คือ “ธรรมยุติกนิกาย” (เรียกคณะสงฆ์กลุ่มเดิมซึ่งเป็นส่วนข้างมากว่า “มหานิกาย”) และทรงสร้างปรัชญาการปกครองแบบรัฐสมัยใหม่ ผ่านการตีความพุทธศาสนา สร้างแนวคิด “อเนกชนนิกรสโมสรสมมติ” ที่ถือว่าผู้ปกครองเป็นผู้ปกครองได้โดยความยินยอมของผู้ใต้ปกครอง และต้องปกครองโดยธรรมเพื่อความผาสุกแห่งมหาชนชาวสยาม หากกษัตริย์ไม่ตั้งอยู่ในทศพิธราชธรรมก็ถูกถอดถอนได้ ถือเป็นความคิดใหม่ในสมัยนั้น
随着泰国受到欧洲殖民主义的影响,迈向了新时代的国家改革。在拉玛四世国王在为僧期间,建立了新的僧团派别——"法宗派"(原先的传统派别为占大多数的大宗派)。他通过对佛教的解读,建立了新时代的统治哲学,提出了"互惠共生的联合会"的理念,认为统治者只有在被统治者的同意下才能执政,并以公正的统治促进暹罗人民的繁荣。如果国王不遵守正义,他可以被废黜。这在当时被视为一种新的思想观念。

กระบวนการปฏิรูปตั้งแต่สมัย ร.4- ร.6 ไม่ได้มีส่วนร่วมในการปฏิรูป แต่เป็นฝ่ายที่ถูกปฏิรูป พระสงฆ์ที่มีส่วนร่วมหรือมีบทบาทสำคัญในการปฏิรูปมีเพียงพระสงฆ์ชั้นสูงเท่านั้น คือสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ซึ่งเป็นพระอนุชาต่างมารดาของ ร.5  ท่านทรงสืบทอดประเพณีการตีความพุทธศาสนาแบบแยกทางโลก-ทางธรรมและเน้นความมีเหตุผลสอดคล้องกับวิทยาศาสตร์จาก ร.4 เป็นกำลังทางความคิดของ ร.5 ในการวางระบบการปกครองและการศึกษาสงฆ์ วางรากฐานการศึกษาชาติที่เริ่มต้นมาตั้งแต่สมัย ร.5 จนมาถึง ร.6 โดยเฉพาะการสนับสนุน ร.6 ในการผนวกรวมความมั่นคงของพุทธศาสนาให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับความมั่นคงของรัฐ ภายใต้อุดมการณ์ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
在拉玛四世到六世的改革过程中,佛教并未参与改革,而是成为被改革的一方。唯有高级僧侣——Vajirananavarorasa——即五世王的异母弟弟,扮演了重要角色,继承了拉玛四世将佛教解释为世俗与正义分离、与科学相协调的信仰。他的思想为国家的统治和僧侣教育体系奠定了基础,从拉玛五世延续到六世。特别是在拉玛六世期间,支持在佛教的稳定与国家的稳定是一致的思想并通过宗教和国王的意识形态达成。

เมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบบประชาธิปไตยที่พระมหากษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ (constitutional monarchy) ในปี 2475 ก็ไม่ได้มีการแก้ไขโครงสร้างอำนาจปกครองคณะสงฆ์และระบบสมณศักดิ์แบบเดิม ต่อมามีการตรา พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ฉบับ 2484 ตามข้อเรียกร้องของยุวสงฆ์คณะปฏิสังขรณ์ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการปกครองคณะสงฆ์ให้สอดคล้องกับทางบ้านเมือง กฎหมายฉบับดังกล่าวได้กำหนดโครงสร้างองค์กรปกครองสงฆ์ มีสมเด็จพระสังฆราชเป็นประมุข โดยพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง แบ่งอำนาจออกเป็น 3 ฝ่าย ได้แก่ สังฆสภา ประกอบด้วยพระสงฆ์ 45 รูป ซึ่งแต่งตั้งโดยสมเด็จพระสังฆราชตามสมณศักดิ์และความรู้ ทำหน้าที่ร่างสังฆาณัติ กติกาสงฆ์หรือกฎหมายสงฆ์ คณะสังฆมนตรี ทำหน้าที่เหมือนคณะรัฐมนตรี มีอำนาจในการบริหารคณะสงฆ์ โดยมีสังฆนายกทำหน้าที่เหมือนนายกรัฐมนตรี ทั้งหมดแต่งตั้งโดยสมเด็จพระสังฆราช และคณะวินัยธร ทำหน้าที่เหมือนเป็นตุลาการสงฆ์ มีหน้าที่วินิจฉัยและระงับอธิกรณ์
公元1932年当政府转变为君主立宪制度时,并没有对僧团的权力结构和传统僧侣制度进行改革。随后,在年轻僧团要求下,于公元1941年颁布了"僧伽法令",以使僧团的权力结构与民众相一致。该法规定了僧伽的组织结构,由僧王作为主席,由国王任命,权力分为三个方面:僧伽议会,由45位由僧王根据教诲和知识任命的高级僧侣组成,负责起草僧伽的法规和规章;僧伽部,类似于内阁,负责管理僧伽事务,由僧王任命僧伽领袖担任类似总理的职位;以及僧伽纪律委员会,类似于僧伽司法机构,负责审判和处理争议。

ในสมัย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่ปกครองด้วยระบบเผด็จการทหาร พร้อมกับยกย่องสถาบันกษัตริย์ให้โดดเด่นเป็น “สถาบันกษัตริย์ยุคใหม่” ประกอบด้วยลักษณะที่สำคัญ 3 ประการ คือ ความศักดิ์สิทธิ์ ความชื่นชอบของประชาชน และความเป็นสาธารณะ ขณะเดียวกันก็ได้ยกเลิก พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ฉบับ 2484 ตรา พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ฉบับ 2505 ขึ้นแทน โดยกลับไปใช้ระบบการปกครองสงฆ์แบบสมัย ร.5 ซึ่งเป็นการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่คณะกรรมการมหาเถรสมาคมเพียงคณะเดียว โดยไม่มีระบบถ่วงดุลตรวจสอบ เพื่อให้สอดคล้องกับระบบเผด็จการของบ้านเมืองในยุคนั้น
在沙立·他那叻将军领导下的军事独裁时期,泰国采用了军事独裁制度,并且高度赞扬了君主制度,将其打造成了一种"新型君主制度",其中包括了三个关键特征:神圣性、民众的喜爱以及公共性。与此同时,1941的"僧伽法令"被废除,取而代之的是1962年制定的新版"僧伽法令",回归了五世王的僧团治理制度,将权力集中在僧伽委员会这一单一机构内,不再具备权力制衡和监督机制,以与当时的国家独裁制度保持一致。

รูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างคณะสงฆ์กับรัฐไทย เป็นรูปแบบที่ถูกกำหนดโดยชนชั้นปกครองร่วมกับพระสงฆ์ระดับสูงที่อยู่ในแวดวงชนชั้นปกครอง หรือมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับศูนย์กลางอำนาจรัฐมาโดยตลอด รูปแบบความสัมพันธ์จึงมีพัฒนาการมาในทางที่คณะสงฆ์ต้องพึ่งพาการอุปถัมภ์จากรัฐและเป็นกลไกอำนาจรัฐมากขึ้นโดยลำดับ
泰国的僧团与国家政府之间的关系模式是由统治阶层与高级僧人共同制定的,或者与统治阶层密切相关,或者与中央权力中心保持密切联系。这种关系模式逐渐演变,使得僧团更加依赖国家的资助,并成为国家权力的一种更为重要的机制。

สิ่งที่น่าสนใจก็คือโครงสร้างการปกครองคณะสงฆ์แบบที่สถาปนาขึ้นตั้งแต่สมัย ร.5 เป็นต้นมา ได้ทำให้องค์กรสงฆ์เป็น “องค์กรแบบราชการ” ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ภายในของคณะสงฆ์แบบที่เคยมีมาแต่เดิม ซึ่งเป็นความสัมพันธ์แบบมี “ความเป็นสังคม” พระสงฆ์พึ่งพาปัจจัยสี่จากชาวบ้าน ชาวบ้านเองก็พึ่งพาพระสงฆ์ในทางปัญญา การรักษาประเพณีวัฒนธรรม ความสัมพันธ์ภายในองค์กรสงฆ์และระหว่างองค์กรสงฆ์กับประชาชน ก็กลายเป็น “ความสัมพันธ์แบบกลไก” 
有趣的是,自从拉玛五世以来,僧团的治理结构就成立了一个"官僚组织",这导致了僧团内部关系的变化。原来的关系是一种"社会关系",僧团依赖于乡村居民的四个因素,而乡村居民依赖于僧团的智慧、维护传统文化和僧团内部以及与人民之间的关系。这种关系已经转变为一种"机械关系"。

เรื่องราวของ “พระสงฆ์” กับการเมืองไม่ได้มีจุดเริ่มต้นเกิดขึ้นเพียงในสยาม แต่ยังมีหลายประเทศในอุษาคเนย์ ซึ่ง ในพม่า ลาว และกัมพูชาก็มีลักษณะรูปแบบที่คล้ายกัน ศึกษาเพิ่มเติมได้ในบทความ “พระสงฆ์กับการเมืองในอุษาคะเนย์” โดย สุรพศ ทวีศักดิ์ นิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับเมษายน 2548
僧团与政治的故事并不仅仅发生在暹罗,还发生在许多其他国家,例如缅甸、老挝和柬埔寨,它们也具有相似的模式和形式。大家可以在2005年4月的《艺术与文化》杂志中Suraphot Thawisak的文章《僧团与政治在东南亚》中进一步了解。

 

大家对泰国现代的僧伽制度有什么看法吗?

 

声明:本文由沪江泰语编译整理,素材来自silpa-mag,未经允许不得转载。如有不妥,敬请指正。

展开剩余